วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

เหล็กเสริมคอนกรีต และการจัดวางเหล็กเสริมคอนกรีต


เนื่องจากความต้านทานของคอนกรีตต่อแรงดึงมีเพียง 10% ของความต้านทานต่อแรงอัดเท่านั้น ลำพังคอนกรีตเองจึงไม่สามารถรับแรงดึงได้สูง แต่โดยเหตุที่เหล็กเป็นวัสดุที่ต้านทานต่อแรงดึงได้ดี อีกทั้งมีสัมประสิทธิ์การยึดหดตัวเท่าๆ กับคอนกรีต ดังนั้นการใช้เหล็กเส้นหรือเหล็กท่อนร่วมกับคอนกรีต โดยหล่ออยู่ในเนื้อคอนกรีตในลักษณะที่ให้คอนกรีตรับแรงอัด และเหล็กรับแรงดึงจึงได้ผลดี การที่ใช้เหล็กเสริมร่วมกับคอนกรีตในลักษณะดังกล่าว เรียกว่า คอนกรีตเสริมเหล็ก การใช้คอนกรีตห่อหุ้มเหล็กนี้ จะทำให้เหล็กทนทานต่อความร้อน และป้องกันการเป็นสนิมผุกร่อนได้ดี ช่วยให้เหล็กมีความต้านทานต่อแรงดึงได้เต็มที่  ดังนั้นคอนกรีตเสริมเหล็กจึงมีความต้านทานต่อแรงต่างๆ ที่กระทำได้ดีกว่าคอนกรีตล้วนเพียงอย่างเดียว
เหล็กเสริมคอนกรีตที่ใช้กันอยู่ตามธรรมดาทั่วไปเป็นเหล็กกล้าละมุน (mild steel) รีดร้อน มีหน้าตัดกลมเรียบ และเป็นเส้นตรง มีความยาวมาตรฐาน 10 และ 12 เมตร สำหรับความยาวอื่นที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจสั่งโรงงานทำได้ หากต้องการเป็นจำนวนมาก การซื้อขายคิดเป็นกิโลกรัมหรือตัน ไม่ควรใช้เหล็กเสริมที่มีขนาดต่ำกว่า 9 มม. เว้นแต่เหล็กปลอก หรือเหล็กลูกตั้ง ทั้งนี้เพราะเหล็กขนาดเล็กมีราคาแพงกว่าเมื่อคิดตามน้ำหนัก
เพื่อให้เหล็กเสริมมีกำลังรับแรงดึงได้ดีจำเป็นต้องมีการยึดเหนี่ยวที่ดีระหว่างคอนกรีตกับเหล็กเสริมในสมัยก่อนเหล็กท่อน หรือเหล็กเส้นมีหน้าตัดกลมเรียบหรือสี่เหลี่ยม ซึ่งมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างคอนกรีตกับเหล็กไม่ดีเท่าที่ควร  ทำให้เหล็กเสริมไม่สามารถรับแรงดึงได้ดีเท่าที่คาดหมายไว้ ในปัจจุบันจึงได้มีการผลิตเหล็กข้ออ้อยซึ่งมีปล้องหรือครีบเกลียวที่ผิวตามความยาว ซึ่งช่วยให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างคอนกรีตกับเหล็กดีขึ้นมากถึงสองเท่าของเหล็กเส้นกลม เหล็กเสริมที่ใช้จะลำเลียงมายังที่ก่อสร้างเป็นมัดๆ และผูกป้ายแสดงเครื่องหมาย จึงควรเก็บเหล็กเสริมเป็นชั้นๆ ตามขนาดต่างๆ กัน โดยมีที่รองรับ และปกคลุมมิให้เปื้อนดินโคลน และฝน เหล็กเสริมต้องไม่ชำรุด ไม่ดุ้ง ไม่งอ หรือไม่เป็นสนิมมาก ในระหว่างที่เก็บ หรือในขณะที่ลำเลียงมา เหล็กที่เป็นสนิมบางๆ สีแดงๆ นับว่าไม่เสียหาย ความขรุขระที่ผิวจะทำให้การยึดเหนี่ยวดีขึ้น แต่ถ้าเป็นสนิมมากจนหนาเป็นเกล็ด ซึ่งจะหลุดโดยง่ายเมื่อถูด้วยกระสอบ หรือแปรงด้วยแปรงลวด หรือวิธีอื่นๆ ก็ควรขจัดออกเสียให้หมด สิ่งที่มักจะพบเคลือบอยู่ตามส่วนต่างๆ ของเหล็กเสริมก็คือ สี น้ำมัน ไขมัน โคลนแห้งๆ มอร์ต้าบางๆ ที่กระเด็นมาแห้งติดกรังอยู่บนเหล็กเสริมก่อนที่จะเทคอนกรีต ถ้ามอร์ต้าที่แห้งติดอยู่นั้นมีกำลังน้อยหรือไม่มีเลยก็ควรจะแปรงออกจากเหล็กนั้นและเอาออกจากแบบให้หมด แต่ถ้าแกะออกยากแม้ปล่อยไว้เช่นนั้นก็อาจจะไม่เป็นภัยก็ได้ แต่ก็ควรที่จะทำความสะอาดให้ได้มากที่สุด
การวางเหล็กเสริม ต้องวางในตำแหน่งที่ถูกต้อง และอย่างน้อยจะต้องมีเหล็กเสริมส่วนที่คอนกรีตต้องรับแรงดึง และมีที่หนุนรองรับแข็งแรงพอ เพื่อให้คอนกรีตหุ้มถูกต้องตามแบบ ซึ่งอาจเป็นแท่งคอนกรีต ขาตั้งโลหะ เหล็กปลอก หรือเหล็กยึดระยะเรียงก็ได้ และยึดไว้แน่นหนาพอ ซึ่งอาจผูกยึดด้วยลวดเหล็กเบอร์ 18
การผูกยึดเหล็กเสริมด้วยลวดเหล็กเบอร์ 18
ระยะคลาดเคลื่อนที่ยอมให้สำหรับการวางเหล็กเสริมในโครงสร้างที่รับแรงดัดในผนังและเสา มีดังนี้
- ความลึกประสิทธิผล d ไม่เกิน 50 ซม. ยอมให้คลาดเคลื่อนได้  + 0.50 ซม.
- ความลึกประสิทธิผล d มากกว่า 50 ซม. ยอมให้คลาดเคลื่อนได้  + 1.00 ซม.
สำหรับตำแหน่งดัดเหล็กคอม้า และตำแหน่งปลายสุดของเหล็กเสริม วัดตามยาวของโครงสร้าง ยอมให้คลาดเคลื่อนได้ + 5 ซม. แต่ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้ความหนาของคอนกรีตที่หุ้มปลายเหล็กเสริมน้อยกว่าค่าที่กำหนด
1. ระยะเรียงของเหล็กเสริม
1.1 ระยะเรียงของเหล็กเสริมเอกในผนังหรือพื้น ต้องไม่เกิน 3 เท่าของความหนาของผนังหรือพื้น หรือไม่เกิน 30 ซม.
1.2 ระยะช่องว่างระหว่างผิวเหล็กตั้งในเสาทุกชนิด ต้องไม่น้อยกว่า 1 ½ เท่า ของเส้นผ่านศูนย์กลางเหล็ก หรือ 1 ½ เท่าของขนาดวัสดุผสมหยาบใหญ่สุด
1.3 ช่องว่างระหว่างผิวที่อยู่ในชั้นเดียวกันของเหล็กเสริมตามยาวในคาน จะต้องมากกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางเหล็ก หรือ 1.34 เท่า ของขนาดโตสุดของวัสดุผสมหยาบ หรือ 2.5 ซม. และต้องเรียงเหล็กแต่ละชิ้นให้ตรงกันเพื่อเทคอนกรีตได้สะดวก
1.4 เมื่อเหล็กเสริมตามยาวของคานมีมากกว่าหนึ่งชั้น ช่องว่างระหว่างผิวเหล็กแต่ละชั้นต้องไม่น้อยกว่า 2.5 ซม. และต้องเรียงเหล็กแต่ละชั้นให้ตรงกัน เพื่อเทคอนกรีตได้สะดวก
2. ความหนาของคอนกรีตที่หุ้มเหล็ก ที่วัดจากผิวเหล็ก ต้องไม่น้อยกว่าเกณฑ์ต่อไปนี้ (ควรใช้ตามมาตรฐาน วสท. เป็นหลัก)
2.1 พื้นและคานดินที่เทลงบนดินโดยไม่มีไม้แบบท้องคาน …..……….…….6 ซม.
2.2 พื้นและคานดินที่ใช้ไม้แบบท้องคาน
สำหรับเหล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 มม. ขึ้นไป ………………………….…4 ซม.
2.3 พื้น และคานดินที่ใช้ไม้แบบท้องคาน
สำหรับเหล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 15 มม. ลงมา……………….……3 ซม.
2.4 พื้นและคานในร่มที่ไม่ถูกดิน แดด และน้ำโดยตรง…………..…………..2 ซม.
ความหนาของคอนกรีตที่หุ้มปลอกเหล็กของเสาทุกชนิด ต้องไม่น้อยกว่า 3 ซม.หรือ 1 ½ เท่า ของขนาดวัสดุผสมหยาบที่ใหญ่สุด และต้องเป็นเนื้อเดียวกันกับคอนกรีตภายในแกนเสา
3. การยึดปลายเหล็กเสริมตามยาว
3.1 ปลายเหล็กเสริม ต้องปล่อยเลยจุดที่ไม่ต้องรับแรงไปอีกไม่น้อยกว่าความลึกของคานหรือไม่น้อยกว่า 12 เท่า ของเส้นผ่าศูนย์กลางเหล็กเสริมปลายเหล็กเสริม อาจทำเป็นขอตามข้อกำหนด “ ของอมาตรฐาน ” และมีระยะที่ฝังเพียงพอ
3.2 เหล็กเสริมรับโมเมนต์บวก ต้องยื่นเข้าไปในที่รองรับไม่น้อยกว่า 15 ซม.เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามสำหรับคานช่วงเดียว และไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่สำหรับคานต่อเนื่อง
3.3 เหล็กเสริมรับโมเมนต์ลบ ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม จะต้องปล่อยเลยจุดดัดกลับโมเมนต์เป็นระยะไม่น้อยกว่าความลึกของคานหรือหนึ่งในสิบหกของช่องว่างของคาน
การจัดวางเหล็กเสริมคอนกรีต
4. การต่อดามเหล็กเสริม โดยปกติจะไม่ยอมให้มีการต่อเหล็กเสริม นอกจากที่แสดงไว้ในแบบหรือได้ระบุไว้ การต่อเหล็กเสริมนี้อาจต่อโดยวิธีทาบ วิธีเชื่อม หรือการต่อยึดปลายแบบอื่นๆ ก็ได้  ที่ให้มีการถ่ายแรงได้เต็มที่ การต่อเหล็กเสริมโดยปกติ ต้องมีระยะเหลื่อมกันไม่น้อยกว่า 50 เท่า ของเส้นผ่านศูนย์กลางสำหรับเหล็กกลม และไม่น้อยกว่า 40 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางสำหรับเหล็กข้ออ้อย ควรหลีกเลี่ยงการต่อเหล็กเสริม ณ จุดที่เกิดหน่วยแรงสูงสุดเท่าที่จะทำได้ และไม่ควรใช้วิธีต่อทาบกับเหล็กที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่า 25 มม. (ควรใช้ตามมาตรฐาน วสท. เป็นหลัก)
4.1 การต่อเหล็กเสริมรับแรงดึง ความยาวของเหล็กข้ออ้อยที่นำมาต่อทาบกัน จะต้องไม่น้อยกว่า 24, 30 และ 36 เท่า ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กที่มีกำลังจุดคลาก 2,800, 3,500 และ 4,200 กก./ซม.2ตามลำดับ หรือไม่น้อยกว่า 30 ซม.สำหรับเหล็กเส้นผิวเรียบ ระยะทาบที่ใช้จะเป็น 2 เท่าของค่าที่กำหนดไว้สำหรับเหล็กข้ออ้อย
4.2 การต่อเหล็กเสริมรับแรงอัด สำหรับคอนกรีตที่มีกำลังอัด 200 กก./ซม.2 หรือสูงกว่านี้ ระยะทางของเหล็กข้ออ้อยจะต้องไม่น้อยกว่า 20, 24 และ 30 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของเหล็กที่มีกำลังจุดคลากเท่ากับ 3,500 หรือน้อยกว่า และค่า 4,200 กับ 5,200 กก./ซม.2  ตามลำดับ และต้องไม่น้อยกว่า 30 ซม. ถ้ากำลังอัดของคอนกรีตมีค่าต่ำกว่า 200 กก./ซม.2  ระยะทางจะต้องเพิ่มอีกหนึ่งในสามของค่าข้างต้น สำหรับเหล็กเส้นผิวเรียบ ระยะทาบอย่างน้อยจะต้องเป็น 2 เท่า ของค่าที่กำหนดไว้สำหรับเหล็กข้ออ้อย
5. เหล็กเสริมตามขวาง
5.1 ในเสาปลอกเดี่ยว เหล็กยืนทุกเส้นจะต้องมีเหล็กปลอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เล็กกว่า 6 มม.พันโดยรอบ โดยมีระยะเรียงของเหล็กปลอกไม่ห่างกว่า 16 เท่า ของเส้นผ่านศูนย์กลางเหล็กยืน หรือ 48 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางเหล็กปลอก ด้านแคบที่สุดของเสานั้นจะต้องจัดให้มุมของเหล็กปลอกยึดเหล็กยืนตามมุมทุกมุม และเส้นอื่นๆ สลับเส้นเว้นเส้น โดยมุมของเหล็กปลอกนั้นต้องไม่เกินกว่า 135 องศาเหล็กเส้นที่เว้นต้องห่างจากเส้นที่ถูกยึดไว้ไม่เกิน 15 ซม. ถ้าเหล็กยืนเรียงกันเป็นวงกลม อาจใช้เหล็กปลอกพันให้ครบรอบวงนั้นก็ได้
5.2 ในเสาปลอกเกลียว ต้องพันเหล็กปลอกเกลียวต่อเนื่องกันเป็นเกลียวที่มีระยะห่างสม่ำเสมอกัน และยึดให้อยู่ตามตำแหน่งอย่างมั่นคงด้วยเหล็กยึด จำนวนของเหล็กยึดที่ใช้ ขึ้นอยู่กับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของวงปลอกเกลียว  เหล็กปลอกควรมีขนาดใหญ่พอ (ไม่น้อยกว่า 6 มม.) และประกอบแน่นหนาพอที่จะไม่ทำให้ขาด ทำให้ระยะที่ออกแบบไว้คลาดเคลื่อนเนื่องจากการย้ายและติดตั้ง ระยะเรียงศูนย์ถึงศูนย์ของเหล็กปลอกเกลียวต้องไม่เกินหนึ่งในหกของเส้นผ่านศูนย์กลางแกนคอนกรีต ระยะช่องว่างระหว่างเกลียว ไม่ห่างเกินกว่า 7 ซม.หรือแคบกว่า 3 ซม.หรือ 1 ½ เท่า ของขนาดโตสุดของวัสดุผสมหยาบ การใส่เหล็กปลอกเกลียวต้องพันตลอดตั้งแต่ระดับพื้น หรือจากส่วนบนสุดของฐานรากขึ้นไป ถึงระดับเหล็กเสริมเส้นล่างสุดของชั้นเหนือกว่า ในเสาที่มีหัวเสาจะต้องพันเหล็กปลอกเกลียวขึ้นไปจนถึงระดับที่หัวเสา ขยายเส้นผ่าศูนย์กลางหรือความกว้างให้เป็นสองเท่าของขนาดเสา
5.3 ในคาน เหล็กปลอกที่ใช้ต้องมีขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. และเรียงห่างกันไม่เกิน 16 เท่า ของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเสริมหรือ 48 เท่า ของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเหล็กปลอก ในคานที่มีเหล็กเสริมรับแรงอัดจะต้องใส่เหล็กปลอกตลอดระยะที่ต้องการเสริมเหล็กเสริมรับแรงอัด
5.4 เหล็กเสริมด้านการยืดหด ในพื้น ค.ส.ล. ที่ใช้เป็นส่วนอาคาร หรือหลังคา  ซึ่งเสริมเหล็กรับแรงทางเดียว  จะต้องเสริมเหล็กในแนวตั้งฉากกับเหล็กเสริมอกเพื่อรับแรงเนื่องจากการยืดหด ขนาดของเหล็กที่ใช้ต้องไม่เล็กกว่า 6 มม.และเรียงเหล็กห่างกันไม่เกิน 3 เท่า ของความหนาของแผ่นพื้น หรือ 30 ซม. ปริมาณของเหล็กเสริมที่ใช้จะต้องมีอัตราส่วนเนื้อที่เหล็กต่อหน้าตัดคอนกรีตทั้งหมด ไม่น้อยกว่าค่าที่ให้ไว้ ดังนี้ (ควรใช้ตามมาตรฐาน วสท. เป็นหลัก)
- พื้นซึ่งเสริมด้วยเหล็กเส้นผิวเรียบ…………………………………………..……….…….0.0025
- พื้นซึ่งเสริมด้วยเหล็กข้ออ้อย และมีกำลังจุดคลากน้อยกว่า 4,200 กก./ซม.2……0.0020
- พื้นซึ่งเสริมด้วยเหล็กข้ออ้อย และมีกำลังจุดคลากเท่ากับ 4,200 กก./ซม.2
หรือลวดตระแกรงซึ่งระยะเรียงในทิศที่รับแรงห่างไม่เกิน 30 ซม. …….…………….…0.0018
การออกแบบควรทำรูปเหล็กที่จะต้องดัดให้ง่ายๆ และยิ่งมีน้อยอย่างยิ่งดี เพราะทุ่นค่าแรงดัด การดัดงดขอต่างๆ ต้องทำให้ถูกต้องตามแบบที่กำหนด มิฉะนั้นเมื่อนำไปผูกเป็นโครงจะไม่เข้ากัน และจะทำให้เนื้อคอนกรีตที่หุ้มเหล็กผิดไปจากที่กำหนด ถ้าทำได้ควรผูกเป็นโครงให้เสร็จเสียก่อน แล้วจึงยกเข้าใส่ในแบบ ซึ่งมีที่หนุนรองรับอยู่ให้สูงพ้นแบบตามที่ต้องการ

ก่อผนัง อิฐมอญได้กี่แบบ

การก่อผนังอิฐมอญ


- การก่อผนังเพื่อน ๆ สามารถเลือกวัสดุได้หลายอย่าง อย่างอิฐมวลเบา อิฐบล็อค หรือจะเป็นผนังสำเร็จรูปก็มี แต่วันนี้hombaan จะมาพูดถึงเรื่อง "การก่อผนังอิฐมอญ" อิฐมอญเป็นอิฐที่แข็งแรงที่สุดในบรรดาวัสดุที่ให้ก่อผนังเลยก็ว่าได้ และสำหรับเพื่อน ๆ ที่มีปัญหาว่าทำไมฉาบผนังแล้วปูนแตกhomebaan ก็มีคำตอบให้เช่นกัน

อิฐมอญก่อผนังได้กี่แบบ

  • ก่อผนังแบบเต็มแผ่น การก่อผนังแบบนี้พร้อมฉาบแล้วจะมีความกว้างของผนังประมาณ 20 เซนติเมตร การก่อแบบเต็มแผ่นคือการก่ออิฐมอญแบบขวางกับผนัง
  • ก่อผนังแบบครึ่งแผ่น การก่อผนังแบบนี้พร้อมฉาบแล้วจะมีความกว้างของผนังประมาณ 10 เซนติเมตร การก่อแบบครึ่งแผ่น คือการก่ออิฐตามแนวผนัง

ทำไมฉาบผนังแล้วปูนแตก

  • สาเหตุ ของการฉาบผนังแล้วปูนแตก ก็เกิดจากการแห้งเร็วของปูน
  • วิธีแก้ ควรบ่มปูนก่อนการฉาบ เพราะการบ่มปูนจะทำให้ปูนไม่แตกร้าว เวลาผนังแห้งแล้ว การบ่มปูนก็ทำไม่ยากเพียงฉาบทิ้งไว้ 2-3 วัน แล้วเอาน้ำมาพรมให้ทั่ว ก็สามารถลดการแตกร้าวบนผนังได้แล้ว

- คราวนี้เพื่อน ๆ ที่มีความสงสัยว่าทำไมปูนฉาบผนังถึงแตกร้าว ก็ได้ทราบสาเหตุ และการแก้ไขกันไปแล้ว ถ้าเพื่อน ๆ ก่อผนังก็อย่างลืมเอาเทคนิคนี้ไปลองใช้กันดูนะ

ผนังเบา และ ผนังภายใน


 “ผนังเบา” หรือ “ผนังภายใน” เป็นสิ่งที่เพิ่มความเป็นห้อง เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยภายในบ้านมากขึ้น สำหรับบ้านที่กำลังก่อสร้าง การแบ่งพื้นที่ห้องภายในเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ ส่วนบ้านที่ต้องการจะปรับปรุงหรือกั้นห้องใหม่ การเลือกใช้วัสดุและจัดพื้นที่ใหม่ก็เป็นสิ่งสำคัญ ลองมาดูกันว่ามีอะไรที่เราควรรู้ก่อนกั้นห้องเพื่อบ้านแสนรักของเราครับ
1. ผนังเบาไม่ต้องมีคานรองรับ
           ผนังเบาในที่นี้หมายถึงผนังที่มีโครงคร่าวไม้ อะลูมิเนียม หรือเหล็กเป็นโครงสร้างหลัก และปิดทับ
ด้วยวัสดุแผ่นผนัง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นยิปซัม หรือแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด ซึ่งมีน้ำหนักเบา ขึ้นชื่อว่าผนังเบาก็ต้องมีน้ำหนักเบากว่าผนังก่ออิฐฉาบปูนทั่วไป เพราะโดยปกติแล้วตามแนวของผนังก่ออิฐฉาบปูนต้องรองรับด้วยแนวคานเพื่อความแข็งแรง แต่ผนังเบาไม่จำเป็นต้องมีคานรองรับ จึงเหมาะสำหรับการต่อเติมเปลี่ยนแปลงห้องที่ทำในภายหลัง
2. อิฐมวลเบาไม่เบานะ
           บางคนคิดว่าอิฐมวลเบาคือผนังเบาชนิดหนึ่ง ในความเป็นจริงแล้วผนังอิฐมวลเบากลับไม่เบาอย่างที่คิด แต่มีน้ำหนักใกล้เคียงกับผนังก่ออิฐฉาบปูน เพราะต้องมีการฉาบเพื่อแต่งผิวเหมือนกัน ผนังอิฐมวลเบาจึงเหมาะสำหรับผนังภายนอก เนื่องจากมีคุณสมบัติแข็งแรง กันเสียง และกันความร้อนได้ดีกว่าผนังเบา  
3. ผนังเบาต้องมีโครงแข็งแรง
          ควรใช้โครงคร่าวเหล็กชุบสังกะสีที่มีความหนาอย่างน้อย 0.55 มิลลิเมตร มีขนาดหน้าตัดเล็กที่สุด 52 x 30 มิลลิเมตร และใหญ่ที่สุด 94 x 30 มิลลิเมตร ทั้งโครงคร่าวตัวตั้งและตัวนอน แผ่นยิบซัมหรือไฟเบอร์ซีเมนต์ที่นำมาติดตั้งควรหนาอย่างน้อย 12 มิลลิเมตร ระยะห่างโครงคร่าวไม่ควรเกิน 60 เซนติเมตร โครงคร่าวเหล็กชุบสังกะสีต้องได้มาตรฐานอุตสาหกรรม โดยตรวจสอบกับบริษัทผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ สำหรับพุกที่ใช้ยึดกับโครงสร้างอาคารหรือพื้น ควรเป็นพุกเหล็ก Expansion Bolt หากต้องการความแข็งแรงมากขึ้น ก็สามารถเลือกใช้โครงคร่าวเหล็กที่มีขนาดหน้าตัดใหญ่ขึ้น หรืออาจเพิ่มความหนาของแผ่นผนังเป็น 15 มิลลิเมตร นอกจากนี้ยังสามารถร่นระยะห่างโครงคร่าวจาก 60 เซนติเมตร เป็น 40 เซนติเมตรได้ 
4. เพิ่มคุณสมบัติให้ผนังเบา
            ผนังเบามีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนและเสียงน้อยกว่าผนังก่ออิฐฉาบปูน การเพิ่มฉนวนกันความร้อน (ซึ่งส่วนใหญ่จะทำหน้าที่กันเสียงได้ด้วย) เข้าไปที่ช่องว่างระหว่างโครงคร่าว และปิดทับด้วยแผ่นวัสดุปิดผนังตามปกติ จะช่วยให้ภายในบ้านเย็นขึ้นและกันเสียงได้มากขึ้น หากต้องการผนังสองชั้นเพื่อเพิ่มช่องอากาศระหว่างผนังเพื่อเป็นฉนวน ก็สามารถทำได้ง่ายกว่าการทำผนังก่ออิฐฉาบปูน โดยการทำผนังเบาที่ด้านในของห้องในด้านที่แสงแดดส่องมากที่สุดอย่างทิศใต้หรือตะวันตก   
5. แขวนของหนัก ต้องเพิ่มความแข็งแรง
            ผนังเบาที่มีการแขวนสิ่งของหนัก เช่น โทรทัศน์ กรอบรูปขนาดใหญ่ หรือชั้นวางของที่มีน้ำหนักมาก ต้องคำนึงถึงเรื่องโครงสร้างภายในผนังเบาด้วย โดยควรเสริมโครงคร่าวให้ถี่ขึ้น จากเดิมห่างกัน 60 เซนติเมตรเป็น 40 เซนติเมตร หรือ 30 เซนติเมตร โครงคร่าวแนวนอนก็เช่นกัน ควรเสริมในบริเวณที่มีการแขวนรูปดังกล่าวห่างกันประมาณ 40 เซนติเมตร หรือ 30 เซนติเมตร เช่นกัน ส่วนการยึดก็ยึดสิ่งที่แขวนกับโครงคร่าว ไม่ใช่ยึดกับวัสดุปิดผิวของผนังเบา
6. แบ่งผิด ชีวิตเปลี่ยน
            การกั้นห้องต้องคำนึงถึงการใช้งานเป็นหลัก เช่น หากห้องมีขนาดใหญ่มากและต้องการแบ่งพื้นที่เป็นห้องเล็กๆ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือขนาดของห้องที่แบ่งต้องไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป เหมาะสมกับการใช้งานและจำนวนคน สำหรับห้องนอนควรมีขนาด 3 x 3 เมตร เป็นอย่างน้อย ทางเดินภายในบ้านต้องกว้างอย่างน้อย 1 เมตร นอกจากนี้แต่ละห้องควรมีหน้าต่างที่เปิดออกสู่ภายนอกเพื่อระบายอากาศและรับแสงสว่างได้
7. เลือกแผ่นผนังให้เหมาะสม 
           นอกจากวัสดุอย่างแผ่นไม้อัด กระเบื้องซีเมนต์ แผ่นเซโลกรีต หรือกระเบื้องแผ่นเรียบที่นิยมใช้กันมานานแล้ว ปัจจุบันยังมีวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง ติดตั้งง่าย และราคาเหมาะสมให้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ วัสดุที่ผสมระหว่างซีเมนต์กับเส้นใยธรรมชาติซึ่งนำมาอัดเป็นแผ่น มีให้เลือกทั้งผิวหน้าเรียบและผิวหน้าหยาบ รวมถึงมีหลายขนาดและหลายความหนาให้เลือกใช้ แผ่นวู้ดซีเมนต์ ผลิตโดยการนำไม้ปลูกโตเร็วมาสกัดย่อยเป็นชิ้นละเอียดผสมกับซีเมนต์ให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาขึ้นรูปเป็นแผ่น โดยให้ส่วนผสมละเอียดอยู่บนผิวหน้า จึงได้ความเรียบเนียนละเอียดสวยงาม แผ่นยิปซัมบอร์ด เป็นวัสดุที่นิยมกันมานาน ด้วยคุณสมบัติที่มีผิวเรียบเพราะทำจากกระดาษ กันเสียงและความร้อนได้ดี แต่อาจมีปัญหาเรื่องปลวก เนื่องจากกระดาษที่นำมาทำผิวหน้านั่นเอง 
8. ผนังเบาเหมาะสำหรับบางห้องเท่านั้น
           ห้องที่ไม่เหมาะกับการใช้ผนังเบาคือห้องน้ำ เพราะน้ำอาจซึมเข้าไปภายในโครงคร่าวทางรอยต่อระหว่างแผ่นได้ แม้จะมีการปูกระเบื้องทับและทากันซึมดีอย่างไร เมื่อเวลาผ่านไปน้ำก็มีโอกาสซึมผ่านเข้าไปและทำให้โครงคร่าวเสียหายได้ นอกจากนี้ยังไม่เหมาะกับห้องที่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิต่างกันมากระหว่างภายในกับภายนอก หรือห้องที่มีความชื้นมาก เช่น ห้องแช่ไวน์  
9. ผนังเบาแบบอื่นๆ 
           ผนังเบายังหมายรวมถึงฉากกั้นพื้นที่ในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพีวีซีอะลูมิเนียม บานเหล็ก บานกระจก บานไม้ ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบบานเลื่อน บานเฟี้ยม และบานเปิด ทั้งหมดเป็นแบบกึ่งสำเร็จรูป การติดตั้งจำเป็นต้องมาที่หน้าไซต์งานและคำนวณเปรียบเทียบกับชิ้นงานว่าสามารถติดตั้งได้พอดีหรือไม่ ต้องเพิ่มชิ้นส่วนใดเพื่อให้การกั้นห้องนั้นสมบูรณ์ ผนังประเภทนี้ใช้กั้นพื้นที่แบบชั่วคราว คือสามารถถอดออกและติดตั้งใหม่ได้ไม่ยากนัก
10. สำคัญที่รอยต่อแผ่นผนัง
            รอยต่อแผ่นผนังจะเป็นจุดที่เกิดการแตกร้าวมากที่สุด เนื่องจากหลายสาเหตุ ทั้งการหดและขยายตัวของวัสดุ การทรุดตัวของโครงสร้าง และการกระทบกระเทือนจากแรงภายนอก หากเป็นผนังเบาที่ต้องการให้ผนังเรียบเนียนทั้งผืนก็ต้องใช้วัสดุยาแนวที่เหมาะสม เช่น วอลล์พุตตี้ (Wall Putty) เป็นผลิตภัณฑ์อะคริลิกพิเศษมีความยืดหยุ่นสูง ยึดเกาะดี ขัดแต่งเนื้อผิวได้ง่าย เหมาะสำหรับการซ่อมแซมโดยการฉาบโป๊อุดรอยเจาะตะปู รอยต่อ รอยแตกร้าว รอยแตกลายงาของผนังปูนฉาบ เพื่อให้พื้นผิวผนังหน้างานเรียบเนียน สวยงาม ก่อนการทาสีทับ หรือจะใช้อะคริลิกยาแนวสำหรับร่องเล็กและทาสีทับในภายหลัง หรือจะเว้นร่องห่างประมาณ 0.5 – 1 เซนติเมตร และไม่ต้องยาแนว ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ทำให้งานดูเรียบร้อย

การวิบัติในโครงสร้างอาคาร


"พื้นอาคารเกิดการวิบัติอย่างต่อเนื่อง (Progressive Failure) ตั้งแต่ชั้นที่ 13 ต่อเนื ่องจนมาถึงพื้นชั้นล่าง ขณะก่อสร้างเมื่อวันที่ กรกฎาคม 2534 เป็นเหตุให้คนงานตาย ศพ สาเหตุเกิดจากมีการ กองอิฐมอญจำนวนมาก บนพื้นชั้นที่ 13 สูงประมาณ 1.5 เมตร น้ำหนักไม่น้อยกว่า ตันต่อตารางเมตร"

ตึกเอียง

        Introductionหลักการทางวิศวกรรมกำหนดให้ผลงานทางวิศวกรรมต้องมีความประหยัด (Economic) แต่ คำนึงถึงการใช้งานได้ (Serviceability) อย่างปลอดภัย โดยยอมรับหลักการทางธรรมชาติว่าทั้งวัสดุ (Materials) ฝี มือแรงงาน (Labour) และการใช้งาน (Usage) มีความปรวนแปร (Variation) ; ในตัวของมันเอง ฉะนั้นงานทาง วิศวกรรมจึงจำเป็นต้องมีอัตราส่วนของความปลอดภัย (Factor of Safety) เพื่อให้ความมั่นใจ (Assurance) ว่า ผลงานทางวิศวกรรมมีความปลอดภัยต่อการใช้งาน ตลอดอายุ (Service Life) ที่ออกแบบไว้ของผลงานนั้นๆ การวิบัติ (Failure) จะเกิดขึ้นเมื่อกำล ังความสามารถ (หรือความแข็งแรง) ของงานวิศวกรรมมีน้อยกว่ากำลัง (หรือแรง) ที่ใช้งานจริง เหตุที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากความผิดพลาดของวัสดุ หรือฝีมือแรงงาน หรือการใช้งาน หรือเหตุที่ไม่คาดคิด หรือหลายๆ สาเหตุรวมกัน โดยประสบกาณ์ผู้เขียนพบว่างานวิ ศวกรรมที่เกิดการวิบัติมักเกิดจากความผิดพลาดของหลายๆ สาเหตุรวมกัน ความผิดพลาดจากสาเหตุใดสา เหตุหนึ่ง มักจะสามารถต้านทานการวิบัติได้ โดยอัตราส่วนความปล อดภัย (Safety Factor) ที่ออกแบบไว้ 
1. Over - Loading VS. Under - Design Over - Loading และ Under - dersign เป็นคำอธิบายที่มักเกิดขึ้นคู่กัน และให้ผลลัพธ์ที่ คล้ายกัน กล่าวคือ ความแข็งแรงที่ออกแบบไว้มีน้อยกว่าแรงที่เกิดขึ้นจริง แต่สองคำนี้จะแตกต่างกันอย่างมากในการ บ่งชี้ว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นในขั้นตอนการใช้งาน หรือขั้นตอนการก่อสร้าง

1.1 Design Loads แรงหรือน้ำหนักที่ใช้ออกแบบ จะต้องคำนึงถึงที่มาและ ความเหมาะสมในการเลือกใช้ โดยต้อง คำนึงถึงประเด็นดังต่อไปนี้
ค่าที่กฎหมายกำหนด
ค่าที่ประมวลมาจากน้ำหนักจริงหรือการใช้งานจริง
ลักษณะของแรงหรือน้ำหนัก - น้ำหนักกระทำเป็นจุด
     - แรงไม่สม่ำเสมอ เช่น แรงลม
     - ตำแหน่งไม่แน่นอนหรือ Moving Load
     - เป็นน้ำหนักคงค้างอยู่ถาวร
     - Dynamic Load
     - Vibration
แรงจากปัจจัยภายนอก เช่น - แรงดันดิน
     - แรงฉุดลงต่อเสาเข็ม (Negative Skin Friction) เนื่องจาก Load &n bsp;Subsidence
     - แรงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ

1.2 Over - Loading
การใช้งานอาคาร โดยมีน้ำหนักบรรทุกสูงกว่าค่าที่ใช้ ในการออกแบบ อาจเกิดขึ้นโดย
     - ความไม่รู้หรือไม่มีข้อมูล ทั้งค่าที่ออกแบบ หรือค่าน้ำหนักที่ใช้งาน
     - รู้ว่า Over - Loading แต่คิดว่า อาคารมีค่า Safety Factor เพียงพอ หรือออก แบบเผื่อไว้แล้ว
     - รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือประเมินอันตรายจากการ Over - Loading ต่ำเกินไป

1.3 Mis - use and Modification
การใช้งานผิดประเภทและการดัดแปลงอาคารเป็นปัญหาที่ใหญ่มากในประ เทศไทย อันเนื่อง จากความอ่อนแอในการบังคับใช้กฎหมาย ประกอบกับนิสัยการรักถิ่นที่อยู่เดิมไม่ชอบโยกย้ายถิ่นที ่อยู่ทำให้มีการดัด แปลงต่อเติมอาคารอย่างแพร่หลายการดัดแปลงต่อเติมและใช้งานอาคาร ผิดประเภทที่พบกันแพร่หลาย อาทิเช่น

      - ร้านค้า ห้องแถวพาณิชย์ เก็บสินค้าไว้มากเกินไป เช่น ร้าน ขายข้าวสาร ร้านขาย เหล็กรูปพรรณ ร้านขายเครื่องจักรเก่า ร้านค้าของเก่า ฯลฯ
      - ดัดแปลงห้องแถวพาณิชย์ เป็นกิจการอื่น เช่น ห้างสรรพสินค ้า โกดัง โรงงาน โต๊ะ สนุ๊กเกอร์ อู่ซ่อมรถยนต์ ฯลฯ
      - ต่อเติม เพิ่มจำนวนชั้นในอาคารห้องแถวพาณิชย์
      - ต่อเติม ช่องทางเดินหลังห้องแถวและทาวเฮ้าส์เป็นห้อ งครัว

1.4 การวิบัติ เนื่องจาก Over - Loading

1.4.1 การวิบัติของโครงสร้างชั่วคราว - ไม้แบบ เนื่องจาก Over-Loading

ไม้แบบเป็นโครงสร้างชั่วคราวที่มักเกิดการวิบัติ อั นเนื่องจากผู้เกี่ยวข้องในหน่วยงานก่อสร้างเห็นว่า เป็นงานชั่วคราว จึงมักไม่มีการออกแบบอย่างจริงจัง แต่ใช้วิธีเปิด Catalogue ดูค่าที่โรงงานแนะนำไว้ ;ซึ่ง มักจะเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง ส่วนกรณีไม้แบบทำจากไม้ก็มักไว้วางใจให้ช่างไม้ทำตามประสบกาณ์ที่เคยผ่าน มา กรณีที่เทคอนกรีตพื้นหนากว่าปกติ หรือตั้งนั้งร้านสูงกว่าปกติจึงมักเกิดการวิบัติ

กรณีศึกษาที่ 1.1 อาคารสโมสร ชั้น ริมทะเลจ.ระยอง

นั่งร้านไม้แบบของพื้นชั้น พังทลายและเทคอนกรีต ทำให้คนงานก่อสร้าง คน ซึ่งกำลังช่วยกัน เสริมความแข็งแรงของไม้แบบด้านข้าง ถูกคอนกรีตและเศษวัสดุก่อสร้างทับจนเสียชีวิต สาเหตุเกิดจากน้ำหนักคอนกรีตของคานขนาดกว้าง เมตร ลึก 65 ซม.ซึ่งมีน้ำหนักมากขึ้น 4.68 ตัน / เมตร มากเกินกว่าโครงเหล็กนั่งร้านธรรมดา ซึ่งตั้งซ้อนกัน ชั้นครึ่ง สูง 3.50 เมตร จะรับน้ำหนักได้

1.4.2 การวิบัติของพื้นอาคาร เนื่องจาก Over - Loading 
พื้นอาคารมักจะถูก Over - Loading ขณะก่อสร้างเสมอๆ เนื่องจากการ กองเก็บวัสดุ เช่น ปูนซีเมนต์ อิฐ ทราย หิน กระเบื้อง ฯลฯ แต่ไม่ใคร่พบการวิบัติใหญ่ๆ โดยมากจะเกิดรอยร้าวเป็นสัญญาณเตื้อนภัย ก่อนการวิบัติ แต่ในกรณีแผ่นพื้นสำเร็จรูปการวิบัติอาจเกิดขึ้นได้อย่าง รวดเร็วหลังจากเกิดรอยร้าวเตือนครั้งแรก

กรณีศึกษาที่ 1.2 อาคารคอนโดมิเนียม 16 ชั้น ถนนรัชดาภิเษก

พื้นอาคารเกิดการวิบัติอย่างต่อเนื่อง (Progressive Failure) ตั้งแต่ชั้นที่ 13 ต่อเนื ่องจนมาถึงพื้นชั้นล่าง ขณะก่อสร้างเมื่อวันที่ 9กรกฎาคม 2534 เป็นเหตุให้คนงานตาย ศพ สาเหตุเกิดจากมีการ กองอิฐมอญจำนวนมาก บนพื้นชั้นที่ 13 สูงประมาณ 1.5 เมตร น้ำหนักไม่น้อยกว่า ตันต่อตารางเมตร ขณะที่พื้นคอนกรีตชนิดแผ่นพื้นคอนกรีตอัดแรงท้องเรียบหนา ซม. มีคอนกรีตทับหน้าหนา 5 ซม. ออกแบบให้รับน้ำหนักได้เพียง 200 กก./ตร.ม. ประกอบกับแผ่นพื้นคอนกรีตอัดแรงวาง บนขอบที่รองรับอย่างหมิ่นเหม่เพียง 1 - 15 ซม. ทำให้แผ่นพื้นหักและตกลงมากระแทก พื้นชั้นถัดลงมา จนเกิด Progressive Failureต่อเนื่องจนถึงพื้นชั้นล่าง

1.4.3 การวิบัติของคาน เนื่องจาก Over - Loading

ผลจากการ น้ำหนักบรรทุกเกินนอกจากจะทำให้พื้นแตกร้าวแล้ว คานมักจะเกิดการแตกร้าวตามไป ด้วย แต่เนื่องจากคานคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งหล่อในที ่ต่อเนื่องติดอยู่กับเสาทำให้มี Redundant มากคานจะ เกิด Moment Redistribution ก่อน จึงไม่ค่อยเกิดวิบัติโดยสิ้นเชิง (Total Failure) ถึงขนาดคานหัวหลุดตกลงมาให้เห็น ส่วนกรณีซึ่งมีการ Underdesign คานก็มักเกิดรอยร้าวเป็นบริเวณๆ ไป อาทิเช่น รอย ร้าวที่ท้องบริเวณกึ่งกลางคาน เนื่องจากเสริมเหล็กน้อยเกินไป หรือรอยร้าวเฉ ียงๆ เนื่องจากShear Strength ไม่เพียงพอ (ดูรูปประกอบแสดงถึงประเภทของรอยร้าวที่คาน)

1.4.4 การวิบัติของเสา เนื่องจาก Over - Loading

เนื่องจากเสาเป็นโครงสร้างที่สำคัญมากต่อเสถียรภาพโดยรวมของโคร งสร้างอาคาร การวิบัติของเสา อาจจะทำให้อาคารทั้งหลังพังทลายลงมาทั้งหมดได้ ฉะนั้น Code of Practice จึงมักมีข้อกำหนดให้เสาเข็มมี Factor of Safety ค่อนข้างมาก ประกอบกับการOver - Loading ทุกพื้นที่ทั้งอาคารเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก การวิบัติของเสาเนื่องจาก Over - Loading จึงไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนักแต่การวิบัติของเสาเนื่องจากการดัดแปลงต่อเติมอาคารจะพบได้บ่อยกว่าลักษณะการ Under - Design ของเสามักจะพบเห็นได้ในกรณีที่ผู้ออกแบบไม่ได้คำนึงถึงโม เมนต์ดัดที่เกิดในเสา คิดแต่เฉพาะน้ำหนักในแนวแกน (แรงอัด) เท่านั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดรอยร้าวในแนวราบบน เสาได้

กรณีศึกษาที่ 1.3 อาคาร 11 ชั้น ถนนรามคำแหง พังทลาย

อาคาร 11 ชั้น ก่อสร้างมานานหลายปีและล่าช้ากว่ากำหนดการมาก& nbsp; แบบที่ขออนุญาตเป็นอาคาร ชั้น แต่มีการก่อสร้างจริงถึง 11 ชั้น แม้ว่าอาคารจะมีเพียงโครงสร้างเปล่าๆ &nb sp;ยังไม่มีน้ำหนักบรรทุกจร แต่ เสาซึ่งมีคุณภาพการก่อสร้างต่ำและได้รับแรงอัดใกล้ขีดจำกัดเป็น เวลานานก็เกิดรอยร้าวให้เห็นหลายวันก่อนเกิด การวิบัติอย่างฉับพลัน เมื่อวันที่ ธันวาคม 2533 อาคารทั้งหลังพลังทลายยุบลงมากองบนพื้นด ินคล้าย ขนม ชั้น แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตจากการพังทลาย

กรณีศึกษาที่ 1.4 อาคารมูลนิธิ ชั้น ถนนพญาไท พังทลายอาคารมูลนิธิ ชั้น เกิดการวิบัติพังทลายลงมาทั้งหลัง ขณะเทคอนกรีตพื้นชั้นดาดฟ้า เมื่อวันที่ 11กันยายน พ.ศ. 2531 สาเหตุเนื่องจากเสาคอนกรีตเสริมเหล็กมีขนาดเล็ กเกินกว่าจะรับน้ำหนักบรรทุกของ อาคารสูง ชั้นได้ อนึ่งอาคารหลังนี้ปลูกสร้างโดยมิได้ขออนุญา ตก่อสร้างจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

1.4.5 การวิบัติของฐานรากและเสาเข็มเนื่องจาก Over - Loading

การวิบัติของเสาเข็มเกิดขึ้นมากในบริเวณกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มดินอ่อน ซึ่งต้องตอกเสาเข็มลึกและมีค่าก่อสร้างประมาณ 10 -20 % ของราคาโครงสร้างทั้งหมด ประกอบกับสภา พการ แข่งขันทางการตลาด ทำให้เสาเข็มของอาคารตึกแถวทาวเฮ ้าส์ จำนวนมาก Under - desing มีมาตรฐานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานทางวิศวกรรม ทำให้เกิดการวิบัติอยู่เนื่องๆ หรือเมื่อมีเหตุแทรก ซ้อนเล็กๆ น้อย อาทิเช่น ดินเคลื่อนตัว หรือ ต่อเติมอาคาร หรือแรงจาก Negative Skin Friction ก็เกิดทำให้เข็มเกิดการ วิบัติได้โดยง่าย

กรณีศึกษาที่ 1.5 ทาวเฮ้าส์ ชั้น ซอยรามคำแหง 36/1 ทรุดตัว

อาคารทาวเฮ้าส์ ชั้น จำนวน คูหา จากทั้งแนว 14 คูหา เกิดการทรุดตัวลงอย่างฉับพลัน เมื่อ วันที่ 12 มีนาคม 2542 ส่วนที่ทรุดตัวมากที่สุดจมลงไปในดินประม าณ 0.50 เมตร ทำให้ผนังบ้านเกิดการแตกร้าวอย่างมาก ประตูหน้าต่างบิดเบี้ยว สาเหตุหลักคาดว่าเกิดจากเสาเข็มรับน้ำหนักไม่ได้ ทั้งนี้หมู่บ้านนี้เคยมีประวัติว่าเกิดเหตุการณ์บ้านทรุดตัวขณะก่อสร้างมาแล้ว และอาคาร คูหา ที่ทรุดตัวก็ถูกขออนุญาตก่อสร้างก่อน โดยแยกกับอีก คูหา ซึ่งไม่ทรุดตัวแต่ไม่ปรากฎแน่ชัดว่าสร้างพร้อมกันหรือไม่ ส่วนสาเหตุประกอบอื่นๆ อาจเกิดจากการต่อเติมอาคารอีก 1 - 2 ชั้น เกือบทุกคูหา และ Negative Skin Friction มีส่วนช่วยทำให้อาคารเกิดการทรุดตัวหลังจากก่อสร้างแล้ว 10 ปี

1.5 การวิบัติของฐานรากและเสาเข็ม อันเนื่องจากการดัดแปลง หรือต่อเติมอาคาร

การต่อเติมอาคาร โดยการเพิ่มจำนวนชั้นเป็นสิ่งที่พบเห็นกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคาร ตึกแถว สิ่งที่ควรพิจารณา คือ ความเสื่ยงต่อการวิบัติขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการต่อเติมอาคารเป็นสัดส่วนเท่าใด เมื่อเทียบ กับน้ำหนักของอาคารเดิม หรือน้ำหนักที่ออกแบบไว้ ตัวอย่างเช่น การต่อเติมเพิ่ม ชั้น บนตึกแถว ชั้น ย่อมอันตราย มากกว่าการต่อเติมบนตึก ชั้น ชั้น หรือ20 ชั้น เพราะการต่อเติมบนอาคาร ชั้น เท่ากับ เพิ่มน้ำหนักอีก 50 % ของน้ำหนักเดิม ขณะที่การต่อเติม ชั้น บนตึก ชั้น จะเพิ่มน้ำหนักเพียง 20% ของน้ำหนักเดิม แต่ความรู้สึกของ ชาวบ้านทั่วไปกลับคิดว่า การต่อเติมบนตึก ชั้น จะอันตรายน้อยกว่าเพราะตึกยังเตี้ยอยู่ และเมื่อพิจารณาถึงความเป็น จริงว่าอาคารตึกแถวที่สร้างในกรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งมีดินอ่อน เสาเข็มที่ออกแบบไว้ มักจะค่อนข้างหมิ่นเหม่อยู่แล้ว การต่อเติมอาคารจึงเป็นเหตุทำให้ตึกแถวทรุดตัว อันเนื่องจากเสาเข็มทานน้ำหนักไม่ไหว จึงเป็นเรื่องที่ประสบกันมาก

กรณีศึกษาที่ 1.6 อาคารหอพัก ชั้น ถนนลาดพร้าว ซอย 146/1 ทรุดตัว

ความกว้างรวม 16 เมตร ความยาวรวม 14 เมตร หลังจากนั้นถูกดัดแปลงเป็นหอพัก โดยเพิ่มกำแพงอิฐกั้นหอพัก เพิ่มห้องน้ำห้องส้วม และต่อเติมเพิ่มอีก ชั้น หลังจากใช้งานนาน 13 ปี ก็พบว่าอาคารมีการทรุดตัวเอียงต่างระดับกันประมา ณ 30 ซม. เจ้าของอาคารจึงว่าจ้างผู้รับเจาะเสาเข็มเพิ่ม และต่อเติมเทคอนกรีตชั้นลอยให้เต็มพื้นที่ ระ หว่างการเจาะเสาเข็ม ผู้รับเหมาได้ทุบพื้นคอนกรีตชั้นล่างออก ทำให้แรงดันของดินซึ่งเคยช่วยพยุงอาคารไว้หายไป ประกอบกับแรงสั่นสะเทือนจากการเจาะเสาเข็ม ทำให้อาคารทั้ง หลังเอียงจมลงไปในดินอ่อนประมาณ 3.50 เมตร เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2542 อาคารเอียงไปประมาณ 15 องศา

1.6 การวิบัติเนื่องจากการทรุดตัวของดิน (Land Subsidence)

ในพื้นที่ลุ่มปากแม่น้ำ ดังเช่น แม่น้ำเจ้าพระยา จะมีชั้นดินเหนียวอ่อนมาก ซึ่งมีคุณสมบัติเป็ น Under Consolidation ทำให้เกิดการทรุดตัวอย่างช้าๆ & nbsp;เป็นบริเวณกว้าง (Land Subsidence) โดยอย่างยิ่งพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีการดูดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในปริมาณมาก จนระดับน้ำบาดาลลดลงไปเรื่อยๆ Land Subsidence จึงเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว ผลของการทรุดตัวของชั้นดินจะเพิ่มแรงฉุดลง (Nagative Skin Friction) ต่อเสาเข็ม ทำให้เสาเข็มมีความสามารถรับน้ำหนักได้น้อยลง อาคารซึ่งออกแบบเสาเข็มโดยมี Factor of Safety ค่อนข้างน้อย เช่น ตึกแถวทาวเฮ้าส์ จึงเกิดการทรุดตัวต่างระดับ (Deferential Settlement) และบางครั้งเกิดการทรุดตัวอย่างมากจนเก ิดอาคารวิบัติ

กรณีศึกษาที่ 1.7 ตึกแถว ชั้นครึ่ง ถนนเทพารักษ์ กม. 21 ทรุดตัว

อาคารตึกแถว ชั้นครึ่ง จำนวน คูหา จากทั้งหมด 18 คูหา เกิดการทรุดตัวเอียงต่างระดับประมาณ80 เซนติเมตร เมื่อวันที่ 29มิถุนายน 2541 หลังจากใช้งานประมาณ 10 ปี จากการตรวจสอบสถานที่ เกิดเหตุพบว่า อาคารบางคูหามีการต่อเติมและบางคูหาม ีการกองเก็บสินค้า ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าค่าที่ใช้ออก แบบ แต่โดยภาพรวมแล้วอาคารมีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าค ่าออกแบบไม่มากเพียงพอที่จะเกิดการวิบัติได้ แต่ข้อ มูลซึ่งเป็นที่ราบกันทั่วไปว่า ชั้นดินบริเวณดังกล่าวมีคุณสมบัติอ่อนมาก และชั้นทรายอยู่ลึกมากจึงสันนิษฐานว่าการวิบัติของเสาเข็มน่าจะเกิดจากเสาเข็มมี Factor of Safety ต่ำ ประกอบกับแรง Negative Skin Friction ดึงเสาเข็มลงจนเกิดอาคารวิบัติ

คอนกรีตผสมเสร็จคืออะไร

         คอนกรีตผสมเสร็จ คือ ส่วนผสมของปูนซีเมนต์ หิน ทราย น้ำ และน้ำยาผสมคอนกรีต ที่ผสมกันเบ็ดเสร็จจากโรงงาน ซึ่ง ตั้งอยู่นอกหรือในหน่วยงานก่อสร้าง รวมถึงบริการจัดส่งไป ณ. หน่วยงานก่อสร้างโดยรถผสมคอนกรีต ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า ธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จเป็นทั้งการขายผลิตภัณฑ์ และการขายบริการ จะพบว่า ผู้ควบคุมงานให้ความสนใจในคุณภาพคอนกรีต เป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ผู้รับเหมา ให้ความสนใจในเรื่องการบริการและราคาที่เหมาะสม
ขบวนการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จ
          การผลิตคอนกรีตผสมเสร็จที่ได้มาตรฐานจะเริ่มจากการตรวจสอบคุณสมบัติของส่วนผสมต่างๆ อันได้แก่ หิน ทราย ที่ได้เลือกจากแหล่งที่มีคุณภาพดีมีส่วนคละถูกต้องตามมาตรฐานมาจัดกองเก็บไม่ให้ผสมกัน ส่วนปูนซีเมนต์จะถูกบรรจุไว้ในไซโลอย่างมิดชิด และน้ำยาผสมคอนกรีตจะถูกบรรจุในภาชนะเฉพาะอย่างมิดชิดเช่นกัน วัตถุดิบดังกล่าวจะถูกลำเลียงสู่ขบวนการผลิตต่อไป
ขบวนการผลิตเริ่มจาก การลำเลียงหิน ทราย ปูน ซีเมนต์ ผ่านเครื่องชั่งให้ได้น้ำหนักถูกต้องที่ออกแบบไว้โดยในขั้นตอนนี้จะต้องคำนึง ถึงสภาพความชื้นของหินทรายด้วย เพราะหินทรายอาจจะไม่อยู่ในสภาพที่ออกแบบหรือสภาพอิ่มตัวผิวแห้ง (SSD) ซึ่งจะต้องปรับน้ำหนักหินทรายและน้ำให้ถูกต้อง ส่วนน้ำและน้ำยาผสมคอนกรีตจะผ่านเครื่องวัดปริมาตร แล้วนำเข้าผสมกันในเครื่องผสมคอนกรีต ซึ่งจะผสมคอนกรีตตามเวลาที่กำหนดด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติที่ให้ความเที่ยงตรง สม่ำเสมอและรวดเร็ว คอนกรีตที่ผสมเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะ๔กลำเลียงลงสู่รถผสมคอนกรีตเพื่อนำไปส่งยังหน่วยงานก่อสร้างต่างๆ
คุณลักษะเด่นของคอนกรีตผสมเสร็จ
  1. วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตคอนกรีตมีคุณภาพตรงตามมาตรฐานงานก่อสร้างทั่วๆไป
  2. มีการควบคุมสัดส่วนผสมของคอนกรีตด้วยวิธีการชั่งน้ำหนัก ทำให้ได้ส่วนผสมคอนกรีตที่ถูกต้อง แน่นอนและสม่ำเสมอ
  3. โรงงานคอนกรีตผสมเสร็จได้รับการพัฒนาจากความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี่ อยู่เสมอ และสามารถผลิตคอนกรีตได้ตั้งแต่ 30-150 ลบ.ม./ชั่วโมง ซึ่งสามารถช่วยให้งานเทคอนกรีตดำเนินไปได้อย่างรวดเสร็จ และลดจำนวนคนงานที่ใช้ในการผสมคอนกรีตและเทคอนกรีตลงอย่างมาก
  4. แก้ปัญหางานก่อสร้างที่มีบริเวณก่อสร้างจำกัด ไม่สามารถที่จะกองเก็บหิน ทราย หรือ ในงานก่อสร้างที่จะต้องเปลี่ยนสถานที่ที่เทคอนกรีตตลอดเวลาเช่น งานถนน งานคลอง ส่งน้ำ เป็นต้น
  5. แก้ปัญหางานก่อสร้างที่ต้องการใช้คอนกรีตปริมาณครั้งละไม่มากนัก หรืองานที่ต้องการใช้คอนกรีตเป็นระยะห่างๆกัน ซึ่งไม่คุ้มกับการลงทุนซื้อวัสถุผสมมาเก็บไว้ใช้งานเอง
  6. ในงานก่อสร้างที่อัตราการเทคอนกรีตค่อนข้างช้าสามารถแก้ไขได้โดยเติมน้ำยาผสมคอนกรีตที่มีคุณลักษณะยืดระยะเวลาการก่อตัวของคอนกรีต
  7. โดยปกติคอนกรีตผสมเสร็จจะมีราคาแพงกว่า คอนกรีตผสมเองอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็สามารถทดแทนด้วยคุณภาพของคอนกรีตที่ดีและสม่ำเสมอ นอกจากนั้นยังช่วยให้ทำงานได้โดยสะดวกและที่สำคัญมากคือ ประหยัดเวลาในการก่อสร้าง